Merry Christ Mas...(ช้าไปมะ อิอิ)

สุขสันต์วันคริสมาสนะเจ้าคะ มีความสุขมากๆ

คิดอะไรก็ พยายามทำให้ได้นะเจ้าคะ อิอิ

อุตส่าห์จะอัพตามเทศกาลทั้งที ยังมาช้าเลย เหอๆ

เอาเหอะ วันนี้ก็มีนิยาย(แอบวาย)มาให้อ่านเล่น

เขียนตั้งแต่คริสมาสปีที่แล้ว

แต่ไม่มีเวลาลง ก็เลยมาลงในปีนี้แทน -*-

(ปีนี้ก็ลงช้าอีก เหอๆ ถือว่ารวมไปกับปีใหม่ด้วยละกันเนอะ ^^ )

อ่านเจ้าคะ อ่าน...เชิญ....

-----------------------------------------------------------------------------------------------

Title :: คืนวันแห่งการอธิษฐาน
Character :: kame - uichi (แต่ไม่ได้คู่กัน๗) jin - yama (ออกมานิดเดียว...จริงๆ นะ)

 

คืนวันแห่งการอธิษฐาน

 ราตรีมืดมิด ที่ประดับประดาด้วยดวงดาว และแสงสีแห่งความสุข พร้อมเพลงบรรเลงอันไพเราะที่ผู้คนขับขานด้วยความศรัทธา คืนวันแห่งการอธิษฐาน คืนวันแห่งการเฝ้ารอ คืนวันแห่งการเชื่อมั่น

แต่จะมีใครรู้...ว่าในคืนวันศักดิ์สิทธ์แบบนี้...มีใครคนใดคนหนึ่ง...คนๆ นั้น...ที่เดียวดาย...

 ใครคนหนึ่ง...สูญเสีย...ความศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น...

 ใครคนหนึ่ง...ถูกความเหน็บหนาว...แทรกแซงแทนความอบอุ่น...

 ใครคนหนึ่ง...ถูกความเฉยชา...แทนที่รอยยิ้มอันร่าเริง...

 ...และ...ใครคนหนึ่ง...คนนั้น...

 ก็ได้สูญเสียแทบทุกสิ่ง...ในคืนวันแห่งการอธิษฐาน...เช่นเดียวกัน....


 เช้าวันหนึ่ง ที่มีอากาศหนาวเหน็บปกคลุม แต่ก็เป็นเช้าหนึ่งที่สดใสสำหรับใครหลายๆ คน เนื่องด้วยวันที่พวกเขารอคอยใกล้มาถึง 

 ยกเว้นแค่ใครบางคนที่ยังดำเนินชีวิตต่อไปเรื่อยๆ ราวกับเป็นวันปกติ เป็นวันที่เหมือนทุกวัน

 นัยน์ตาสีน้ำตาลมองออกไปนอกหน้าต่าง ด้วยความรู้สึกเดิมๆ วันนึงก็ตื่นนอน กินข้าวเช้า ไปโรงเรียน กลับบ้าน ทำการบ้าน ดูทีวี เล่นเกมส์ แล้วก็นอน ไม่เห็นจะมีอะไรที่มันนอกเหนือจากนี้ แล้วทำไมทุกคนต้องเอาวันนี้มาเป็นวันที่พิเศษและสำคัญอันน่ารำคาญแบบนี้ด้วย??

 “...เฮ้อ...” เสียงถอนหายใจเบาๆ ดังขึ้น ก่อนที่มือเรียวจะเอื้อมไปหยิบกระเป๋านักเรียนที่วางอยู่บนโต๊ะอาหารแล้วเดินออกจากบ้านเพื่อไปโรงเรียน บ้านที่มีแค่เขาคนเดียวที่เป็นผู้อาศัย...

 แกร๊ก!!

 เสียงล๊อกประตูบ้านดังขึ้น และเจ้าของบ้านก็กำลังจะก้าวเดินไปโรงเรียนอยู่พอดี แต่อะไรบางอย่างก็มาหยุดเขาไว้ ทำให้ต้องหันกลับไปมองกระทันหัน

 “คาเมะ!!! รอด้วยโว้ยยยย!!!!!” เสียงเพื่อนรักเรียกชื่อเขามาแต่ไกล คาเมะไม่ได้ตะโกนตอบอะไร เพียงแค่เหวี่ยงกระเป๋านักเรียนขึ้นพาดบ่า แล้วยืนรอหน้านิ่ง

 “แฮก...แฮก...นึกว่าวันนี้จะมาไม่ทันนายซะอีก” อีกฝ่ายพูดทันทีที่มาถึงจุดหมายย่อยของเขา

 “ไม่ได้ทำการบ้านมาอีกล่ะซิ” คาเมะพูดอย่างรู้ทัน เพื่อนรักผู้ร่าเริงยิ้มตอบกลับ เมื่อคาเมะดันรู้ทันซะอย่างนี้ แต่เต่าน้อยก็ไม่ได้ว่าอะไร นอกจากเปิดกระเป๋าแล้วยื่นให้

 “แหม ถ้าไม่ได้นายนี่ ฉันคงแย่แน่ๆ เลย” เขาบอกพร้อมหาสมุดการบ้านเล่มที่ต้องการ

 “เมื่อวานไปไหนมาล่ะ ถึงไม่ได้กลับบ้าน” คำถามที่แสดงถึงความรู้ทันอีกนั่นแหละ จนเพื่อนรักต้องยิ้มกว้างในความรู้ทันของคาเมะ ทั้งที่เพิ่งคบกันมาได้แค่ปีเดียว แต่คำถามนี่เหมือนคนอยู่ด้วยกันมาสิบปี

 อีกฝ่ายยังคงไม่ตอบ มัวแต่ควานหาสมุดที่ต้องการ “อ๊ะ นี่ไง” เขาร้องอย่างดีใจ แล้วเปิดหน้ากระดาษผ่านๆ ก่อนจะเก็บเข้ากระเป๋านักเรียนตัวเอง จากนั้นจึงหันมาตอบคาเมะ

 “ไปหาที่ซื้อของขวัญมาน่ะ”

 “ของขวัญเหรอ? จะซื้อของแบบนั้นมาทำไม??” เต่าน้อยถาม ทำให้เพื่อนรักแทบเดินหัวคะมำ

 “เฮ้ย ถึงนายจะเป็นนักเรียนดีเด่น มีความรับผิดชอบสูง แต่ใจคอนาย จะตั้งใจเรียนจนลืมวันลืมคืนเลยเหรอวะ??” เขาร้องขึ้นด้วยความตกใจ

 คาเมะไม่ตอบอะไร นอกจากเดินไปเรื่อยๆ เขาไม่ได้อยากเป็นนักเรียนดีเด่น แต่ความที่เขาไม่ค่อยสนใจคนรอบข้างและไม่ชอบมีปัญหายุ่งยากในชีวิตทำให้ได้รับตำแหน่งนี้โดยปริยาย

และเขาก็ไม่ได้อยากมีความรับผิดชอบสูง เพียงแต่ไม่รู้จะทำอะไรหลังจากที่กินมื้อเย็นเสร็จ ก็เลยทำการบ้านแก้เซ็งเท่านั้น

สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนอะไรมากมาย แค่ที่นั่งดันอยู่ตรงกลางห้อง ทำให้เขามองไปทางไหนไม่ได้ นอกจากกระดานที่อาจารย์สอน ทุกตำแหน่งเด็กเรียน เลยตกเป็นของคาเมะ โดยที่เจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจซักอย่าง

 “มะรืนนี้วันคริสต์มาสไงเพื่อน!! คริสต์มาสน่ะ” เพื่อนรักบอกด้วยท่าทางดีใจสุดขีด

 “จะดีใจอะไรนักหนายูอิจิ ก็แค่คริสต์มาส” คาเมะบอกพลางหันมามองด้วยความไม่เข้าใจ สำหรับเขาแล้ว วันคริสต์มาส มันก็แค่วันหนึ่งที่ใครซักคนดันมาตั้งให้เป็นวันที่หนวกหูและแสบตาที่สุด และมีไอ้พวกบ้าเป็นฝูงบ้าจี้เล่นตามไปด้วยเท่านั้นเอง

 “นายนั่นแหละคาเมะ อะไรนักหนา คริสต์มาสทั้งที ทำไมถึงเฉยชาแบบนั้นได้ นี่มันเทศกาลสำคัญนะโว้ยยย!!!” ยูอิจิร้องอย่างเหลือทน แต่ก็ไม่มีผลอะไรกับคาเมะ ผู้ซึ่งเฉยชากับทุกสิ่งอย่าง แม้แต่การทำข้อสอบก็ตาม จนเขาเองก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ตอนสอบเข้าโรงเรียน ม.ปลาย ที่นี่ คาเมะเฉยชาแบบนี้ด้วยรึเปล่า??

 และอีกครั้ง ในท่าทีที่ยูอิจิเข้าใจดีว่า คาเมะต้องเป็นแบบนี้ เมื่อไม่อยากตอบ ก็จะเงียบ แล้วเดินต่อไปเรื่อยๆ จนกว่ายูอิจิจะทักขึ้นมาอีกที นั่นถึงจะได้บทสนทนาบทใหม่ขึ้นมา แต่ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น คนพูดเก่งอย่างยูอิจิก็ไม่เคยเกร็งเวลาอยู่กับคาเมะ เพราะเต่าน้อยไม่เคยแสดงท่าทีรำคาญเพื่อนคนนี้เลยแม้แต่น้อย

 “อ่ะๆ เอาน่า รีบไปโรงเรียนกันดีกว่า เดี๋ยวฉันลอกการบ้านไม่ทัน” ยูอิจิบอก แล้วจูงมือคาเมะเดินไปโรงเรียนด้วยรอยยิ้มที่มีแค่ยูอิจิคนเดียวที่ยิ้ม แต่คาเมะก็ยังคงหน้านิ่งเช่นเดิม แต่ก็ไม่ได้ขัดขืนอะไรเช่นกัน



 พักกลางวัน เวลาที่ทุกคนพากันไปกินมื้อเที่ยง พักผ่อน และพูดคุยกัน

 “คาเมะๆ ดูนี่ดิ นายว่าสร้อยเส้นไหนสวยกว่ากัน? ระหว่างอันนี้กับอันนี้??” ยูอิจิเข้ามาถามพร้อมนิตยสารแฟชั่น หลังจากที่นั่งจ้องของในนิตยสารอยู่ตั้งนาน

 อีกฝ่ายก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร นอกจากมองในระดับสายตาตัวเองเฉยๆ

 “เอ้าๆ นี่ถือไปดูดิวะ มองอย่างนี้มันจะเห็นเหรอไง” เพื่อนรักว่าแล้วยัดนิตยสารให้คาเมะถือ เต่าน้อยก็ไม่ว่าอะไร รับมาโดยไม่ขัดขืน แต่ก็ไม่ได้ยินดี มองสร้อยสองแบบที่ยูอิจิถาม

 อันหนึ่งเป็นไม้กางเขนสีเงิน ทั้งสวยทั้งเท่ห์ในแนวเดียวกันเลย ส่วนอีกอัน เป็นกล่องของขวัญสีเงิน ดูน่ารักไปอีกแบบ แต่ไม่ว่าอันไหน ก็ไม่มีอะไรถูกใจคาเมะซักอัน

 พลันนัยน์ตาคู่งามก็สังเกตุเห็นอะไรบางอย่างที่อยู่เหนือจี้กางเขน เป็นรูปเทวดาตัวน้อย ติดปีกสองข้างอันเล็กๆ และทั้งอันทำด้วยคริสตัล ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ร่างบางรู้สึกติดใจจี้อันนี้เป็นพิเศษ คาเมะจ้องมองอยู่ชั่วครู่ โดยมียูอิจิมองด้วยอาการลุ้นอะไรบางอย่าง

 “จะแบบไหนมันก็สร้อยเหมือนกัน แล้วนายจะเลือกไปทำไม” ประโยคที่คาเมะเลือกเอ่ย พร้อมยื่นนิตยสารส่งคืนให้เจ้าของ หลังจากที่ได้สติ ทำเอายูอิจิแทบจะหัวคะมำตกเก้าอี้ไปรอบสองของวันนี้...นี่มันตั้งแต่เช้าแล้วนะเนี่ย...

 “ถึงมันจะเหมือนกัน แต่ถ้าใส่จี้คนละแบบมันก็แตกต่างได้นะโว้ยยย” ยูอิจิร้องขึ้น แล้วยื่นคืนให้คาเมะ
 อีกฝ่ายรับกลับมาดูอีกรอบ แค่ดูผ่านๆ แล้วยื่นส่งกลับให้เพื่อนรัก ยูอิจิที่เฝ้ารอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ และสิ่งที่เขาได้มาก็คือ

 “กางเขนมั้ง”

 “อา...อย่างนั้นเหรอ? แต่ฉันชอบกล่องของขวัญมากกว่าแฮะ” เขาบอกพร้อมรับนิตยสารจากคาเมะ แล้วเปิดผ่านๆ โดยไม่ใส่ใจอะไรนัก

 คาเมะคิ้วขมวดด้วยความงุนงงก่อนจะเอ่ยถาม “ถ้านายชอบอันนั้น แล้วมาถามฉันทำไม?”

 “แหม ก็ฉันอยากให้นายมีส่วนร่วมนี่นา ใจคอนายจะให้คริสต์มาสผ่านไป ด้วยการทำการบ้านเสร็จ แล้วไปนอน ตื่นมากินข้าว ดูทีวี แล้วก็นอน ตื่นมากับเช้าวันใหม่ อย่างนั้นน่ะเหรอ??”

 “นั่นมันก็ชีวิตฉันอยู่แล้ว” คาเมะตอบอย่างไม่ใส่ แล้วหันไปมองทางหน้าต่าง ทอดสายตาไปไกลๆ
 ยูอิจิที่เห็นแบบนั้น ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนที่ความคิดบรรเจิดจะเข้ามาในหัว เขาวางนิตยสารอย่างแรง ทำให้คาเมะหันมามอง

 “คืนนี้ไปซื้อของขวัญกัน!!” ยูอิจิเอ่ยชวนอย่างร่าเริง จนคนทั้งห้องหันมามอง ทุกคนคงเป็นปกติ ถ้าคนที่ยูอิจิชวนไม่ใช่คาเมะ และทุกคนก็รอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ

 “ตามสบาย” คำตอบสั้นๆ จากคาเมะ โดยที่ไม่รู้ถึงชะตากรรมของตัวเองเสียเลย

 “เอ๋?? ตามสบายงั้นเหรอ?? แสดงว่านายตกลงแล้วนะคาเมะ ตกลงแล้วๆ งั้นคืนนี้เจอกันตามที่ฉันนัด และห้ามสายด้วย เข้าใจมั้ยเพื่อน!!”

 “นายหมายความว่ายังไง?” คาเมะร้องถามเมื่อที่ยูอิจิพูดความหมายมันชักแปลกๆ

 “อ้าว? ก็นายกับฉันไง ไปซื้อของขวัญด้วยกันคืนนี้ นายบอกเองนะ ตามสบายอ่ะเพื่อน ตามสบายอ่ะ เพราะฉะนั้น นายต้องไปกับฉันคืนนี้!!” ยูอิจิสรุปเสร็จสรรพด้วยคำพูดที่เหมือนจะออกแนวบังคับเสียมากกว่า

 “ไม่มีความจำเป็นที่ฉันต้องไปกับนาย” อีกฝ่ายบอกปัดเรียบๆ

 “จำเป็นซิ!! จำเป็นมากด้วย ฉันไม่ยอมให้นายใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อย โดยทิ้งความสนุกทุกอย่างไว้เบื้องหลังหรอกนะ อุตส่าห์มีชีวิตทั้งที ก็ต้องใช้ให้มันคุ้มหน่อยซิ ใจคอนายจะปล่อยให้ความสุขผ่านไป โดยที่ไม่คิดจะไขว่คว้ามันบ้างรึไง??” ยูอิจิพูดขึ้นอย่างจริงจัง

 คาเมะเองก็ไม่เถียงอะไรว่าเขาใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยจริงๆ แต่การไขว่คว้าความสุขงั้นเหรอ? ของแบบนั้นไม่เคยอยู่ในหัวเขาซักครั้ง และไม่คิดที่จะเอามันเข้าใส่หัวด้วย

 “เอาล่ะๆ นายไม่ต้องมาทำเงียบ สรุปว่า คืนนี้นายต้องไปเลือกของขวัญกับฉัน เข้าใจ๋?” เพื่อนรักตัดบทดื้อๆ ทำให้คาเมะยอมพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการตกลง ไม่ได้ค้านอะไร แต่ก็ไม่ยินยอมเหมือนกัน



 ภายในค่ำคืนอันครึกครื้น ผู้คนพากันออกมาจับจ่ายซื้อของขวัญกันอย่างสนุกสนาน สำหรับวันมะรืนที่กำลังจะมาถึง แสงสีที่ประดับอย่างงดงาม และเสียงเพลงอันไพเราะ แต่สำหรับใครบางคนที่มายืนตรงข้างต้นคริสต์มาสขนาดใหญ่ ที่ถูกตกแต่งเตรียมพร้อมสำหรับเปิดตัวในวันคริสต์มาส

 สำหรับเขาแล้ว ช่างเป็นบรรยากาศที่น่ารำคาญมากที่สุด...

 แสงที่ประดับ ใครว่ากันว่าสวยงามน่ามอง แต่เขาว่ามันแสบตา

 เสียงเพลงอันไพเราะที่ได้ยินแล้วอยากหยุดยืนฟัง แต่เขาว่ามันหนวกหูมากกว่า

 ถ้าไม่ใช่ว่าไอ้เพื่อนรักตัวดีมันบอกให้เขามายืนรอตรงนี้ ในช่วงเวลาแบบนี้ มีเหรอที่คนอย่างคาเมะจะมายืนรอให้เมื่อย ยืนรอให้แสบตาและหนวกหูเล่น

 “เฮ้!! คาเมะ!!” เสียงเพื่อนรักตัวดีที่คาเมะยืนรอ เรียกชื่อเขาดังมาแต่ไกล

 คนถูกเรียกไม่ตอบอะไร นอกจากหันไปมองด้วยสีหน้าไม่พอใจ และยืนรอให้เพื่อนรักวิ่งมาถึง อีกฝ่ายก็ตบไหล่บางพร้อมรอยยิ้ม ราวกับไม่สนใจใบหน้านั้นแม้แต่น้อย

 “ไม่เอาน่า ยิ้มหน่อยซิเพื่อน ถ้านายไม่ยิ้ม แล้วของขวัญนายจะยิ้มได้ยังไง?”

 “หมายความว่ายังไง?” คาเมะขมวดคิ้ว ถามด้วยความสงสัยในสิ่งที่เพื่อนรักหมายถึง 

 “อ้าว? ก็ของขวัญที่นายจะซื้อไง” ยูอิจิบอก ราวกับว่าคาเมะคิดจะซื้อของขวัญให้ใครเขาด้วยงั้นแหละ พลางโอบไหล่คาเมะหลวมๆ แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้ว่าอะไร

 “อย่าบอกนะว่านายไม่ซื้ออ่ะ” เขาร้องขึ้นเมื่อไม่เห็นคาเมะเอ่ยคำใดออกมา และคำตอบก็เป็นเพียงการพยักหน้าเล็กน้อยตามแบบฉบับคาเมะ

 “เฮ้ออ...เอาเถอะ ถึงนายไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร ไปช่วยฉันเลือกก็แล้วกัน” ยูอิจิว่าแล้วจูงมือคาเมะไปร้านที่คิดเอาไว้ในหัว ท่าทางที่ดูเหมือนร่าเริง แต่ในใจยูอิจิกำลังพยายามอะไรบางอย่าง อะไรที่เขาเฝ้าอธิษฐานให้คาเมะเปิดใจออกมาซักนิด รับรู้ถึงสิ่งรอบข้าง และสนุกไปกับมัน เท่านั้นก็พอแล้ว



 ร้านขายตุ๊กตา

 “คาเมะ นายดูตุ๊กตาโมชิโมโร่ตัวนี้ซิ” ยูอิจิเรียกคาเมะมาดู แล้วหยิบขึ้นมาสองตัว “นายว่าชุดซานต้าครอสกับชุดกวางเรนเดียร์แบบไหนน่ารักกว่ากัน??”

 คนถูกถามมองเพียงชั่วครู่ แล้วเอ่ยบอก “ตัวไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ มันก็คือตุ๊กตาอยู่ดี”

 “เฮ้ย!! ฉันถามความเห็นนายนะโว้ย นายว่าแบบไหนที่น้องฉันจะชอบ?” ยูอิจิร้องพร้อมคำถามใหม่ เผื่อคาเมะจะมีใจร่วมแสดงความคิดเห็นกับเขาบ้าง แต่...คำตอบก็พอจะคาดเดาได้ 

 “ฉันไม่ใช่น้องนาย แล้วจะรู้ได้ไงว่าชอบไม่ชอบ ทำไมไม่ให้น้องนายมาดูเองล่ะ จะได้รู้กันไปเลย”

 “โธ่ เพื่อน ถ้าให้น้องมาเลือกเอง แล้วมันจะเซอร์ไพร์ตรงไหนวะ” เพื่อนรักบอกด้วยความเหลือทน แต่คาเมะก็ไม่ได้ว่าอะไร นอกจากมองโมชิโมโร่หน้านิ่ง แล้วหันไปบอกกับยูอิจิ

 “งั้นนายก็เลือกตามสบายแล้วกัน ฉันจะไปยืนรอด้านนอก” ว่าจบร่างบางก็หายออกไปนอกร้านทันที ไม่ทันได้รอฟังคำห้ามจากเพื่อนรัก

 ยูอิจิถอนหายใจกับความไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับสิ่งรอบข้าง ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์น่าตกใจร้ายแรงแค่ไหน เขาก็ยังไม่เคยเห็นคาเมะหวั่น ไม่เคยเห็นคาเมะตกใจ มีสิ่งเดียวที่เห็นคือหน้าตายของเต่านั่นแหละ!!

 สุดท้ายเลยวางตุ๊กตา ที่ตัวเองซุ่มทำเป็นว่าจะเลือกให้น้องวางไว้ที่เดิม เอาน่า ร้านขายของมันไม่ได้มีร้านเดียวซักหน่อย ยังมีอะไรหลายร้านน่า



 ร้านขายนาฬิกา

 “นายว่านาฬิกาแขวนอันไหนสวย?” ยูอิจิถามหลังจากที่พาคาเมะเข้ามาในร้าน

 “บ้านนายมีนาฬิกาเรือนเดียวไม่พอรึไง? ถึงมาซื้ออีกเรือน?” ร่างบางถามขึ้นเสียงเรียบ ทำเอายูอิจิอยากจะเอาหัวโขกนาฬิกาตาย

 “ก็เห็นไอ้เจ้าโคคิบนอยากได้ ฉันก็เลยมาเลือกซื้อให้ นายว่าแบบไหนเหมาะกับมันล่ะ?” เขาพยายามหลีกเลี่ยงความเย็นชาตรงนั้น แล้วถามความเห็นแทน

 คำตอบที่คาดเดาได้ไม่อยากจากเต่าเย็นชา เป็นไปตามที่ยูอิจิคิดไว้อยู่แล้ว

 “โคคิอยากได้ ก็ให้มาซื้อเองซิ นายจะมาซื้อให้เขาทำไม?” คาเมะถามเสียงเรียบ ทำเอายูอิจิถอนใจกับความเย็นของเพื่อนคนนี้จริงๆ

 “คาเมะ นายรู้มั้ยว่าการให้สิ่งที่คนเขาอยากได้ ด้วยความจริงใจ โดยไม่หวังผลตอบแทนน่ะ เขาเรียกว่าการให้ของขวัญ สิ่งที่ผู้ให้เต็มใจจะให้ผู้รับ” ยูอิจิอธิบาย แต่คาเมะก็ไม่ได้โต้เถียงอะไร เขาไม่คิดจะเอาคำพูดเหล่านั้นเข้าสู่หัวสมองด้วยซ้ำ สิ่งที่ได้กลับมา คือ...

 “งั้นนายก็รีบๆ เลือกให้โคคิแล้วกัน ฉันจะออกไปรอข้างนอก หนวกหูเสียงนาฬิกา” พูดจบก็หายออกไปยืนรอหน้าร้านอีกครั้ง ทำเอายูอิจิใจแป้วขึ้นมาทันที ถ้าไม่เป็นไปตามที่เขาต้องการ แบบนี้ไม่เสียแผนหมดเหรอ? คำอธิษฐานของเขา ดวงดาวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะไม่เห็นใจเขาหน่อยเหรอ?? ทั้งที่สิ่งที่เขาต้องการ ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใครแท้ๆ

 “เฮ้ออ...เมื่อไหร่ นายจะเก็บเกี่ยวความสุขที่เคลื่อนผ่านตัวนายซักที” เขาพึมพำกับตัวเอง แล้วเดินตามคาเมะออกนอกร้านไป ทำไมเพื่อนเขาถึงได้เย็นเฉียบขนาดนี้นะ??



 ร้านขายเครป...ในสวนสาธารณะ...

 หลังจากที่พาไปหลายร้าน และคาเมะก็ยังคงแสดงความคิดเห็นด้วยท่าทีนิ่งเช่นเดิมทุกครั้งไป สุดท้ายยูอิจิก็ยังไม่ได้ของซักอย่าง คาเมะก็ไม่ได้เอ่ยทักอะไร

 และเขาก็พามาหยุดอยู่ที่ร้านเครปตรงนี้นี่เอง...

 “เอาไส้อะไรคาเมะ?” ยูอิจิร้องถาม พลางหันมามองเพื่อนรัก คาเมะนิ่งไปซักพักก่อนจะตอบด้วยท่าทีเช่นเดิม แม้แต่ของที่ตัวเองจะกิน ก็ยังไม่เว้น

 “ตามใจนายแล้วกัน” คำตอบสั้นๆ ที่ทำให้ยูอิจิไม่ได้มีกำลังใจขึ้นมาซักนิด ก่อนที่เขาจะหันไปสั่งกับคนขายด้วยรอยยิ้มผิดกับในใจ

 ขณะที่ยืนรอ คาเมะก็เหลือบไปเห็นเด็กคนหนึ่ง ที่อยู่ไม่ใกล้ ไม่ไกลจากพวกเขานัก ท่าทางน่าจะอยู่ไม่ประถมปลายก็มัธยมต้นหันหลังให้เขา กับเด็กตัวเล็กข้างๆ ที่ชี้มาทางเขา ราวกับร้องขออะไรซักอย่าง หมายถึงร้านเครปที่พวกเขากำลังซื้ออยู่รึเปล่า? แล้วคนพี่ก็ดูจะไม่อนุญาตเสียด้วย

 ภาพที่ทำให้เศษเสี้ยวของความทรงจำค่อยๆ พรั่งพรูเข้ามาเรื่อยๆ ความอบอุ่นที่ห่างหายไปนาน ทำไมมันถึงได้เจ็บปวดขนาดนี้ ภาพคุ้นตานั้นมันคืออะไรกัน??

 “คาเมะได้แล้ว” เสียงเรียกจากเพื่อนรักทำให้คาเมะตื่นจากภวังค์

 “ไปนั่งตรงม้านั่งทางนั้นดีมั้ย?” ยูอิจิถามพลางชี้ไปทางม้านั่งที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก คาเมะพยักหน้า แล้วเดินตามยูอิจิไป เขาละสายตาจากภาพนั้น และละความรู้สึกเล็กน้อยที่เกิดขึ้นทิ้งไปด้วยเช่นกัน

 หลังจากที่ทั้งคู่นั่งลง บทสนทนาเล็กๆ ก็เริ่มขึ้น โดยมียูอิจิเป็นคนพูดเสียมากกว่า และไม่ว่าจะถามคำถามไหนกับคาเมะ เขาก็จะได้รับคำเย็นชากลับมาเหมือนเดิม แต่คาเมะเองก็ไม่ได้มีท่าทีรำคาญกับเสียงพูดยูอิจิมากมายเสียเท่าไหร่ เต่าน้อยก็เป็นผู้ฟังที่ดี และดีมากเกินไปถึงขนาดแทบจะทำให้คนพูด กลายเป็นอะไรก็ไม่รู้ที่พูดอยู่คนเดียว

 “คริสต์มาสนี้พวกเราทำอะไรกันดี?” ยูอิจิถามขึ้น เขาไม่เคยเข็ดกับการที่คาเมะแสดงความเฉยชากับคำถามทุกคำถามของเขา เพราะเขารู้ดีว่า นั่นไม่ใช่คาเมะหรอก

 “ไม่มี” คาเมะตอบสั้นๆ

 “ไม่มี? นายไม่คิดจะจัดงานอะไรในบ้านมั่งเหรอ?? ซื้อเค้กมากินซักชิ้นก็ยังดี” ยูอิจิร้องถาม

 “ไม่ ที่บ้านมีฉันคนเดียว จัดไปก็รก ต้องมานั่งเก็บ กินข้าว ก็กินกับหมูทอดก็พอ” คาเมะอธิบายเหตุผลทุกอย่างให้ฟัง แล้วกัดเครปคำเล็กไปคำนึง

 “นี่คริสต์มาสสำหรับนายคืออะไรกันแน่เนี่ย?” เพื่อนรักถามขึ้น เมื่อเห็นคาเมะเฉยเมยกับเทศกาลนี้กว่าทุกเทศกาลที่ผ่านมา

 “วันที่หนวกหู และแสบตา ฉันไม่ชอบที่แสงมาก” เขาบอกเรียบๆ

 ยูอิจิยิ้มกับคำตอบของเพื่อน แค่นี้เขาก็พอจะคาดเดาได้ว่าคาเมะน่าจะมีอะไรซักอย่างเกิดขึ้นในวันนี้แน่ๆ แต่เป็นอะไรน่ะ ต้องให้คาเมะเป็นคนเปิดใจพูดออกมาเอง

 “สำหรับฉันนะ วันคริสต์มาส เป็นวันที่ความสุข ความรัก และความห่วงใย ลงมาเกิดพร้อมกัน เพื่อให้คนที่มีจิตใจงามได้สมหวังในคำอธิษฐานของพวกเขา นายไม่คิดงั้นบ้างเหรอ คาเมะ?”

 “ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริง ฉันก็คงไม่ใช่คนที่มีจิตใจงามหรอก” คาเมะพูดขึ้น นัยน์ตาแสดงถึงความเศร้าอย่างเด่นชัด แต่ไม่ทันที่ยูอิจิจะถามอะไรต่อ อยู่ๆ ก็มีเสียงเล็กดังขึ้น

 “อา...หนม...อ่า...พี่ชาย”

 “หืม??” คาเมะมองไปที่ต้นเสียง เด็กตัวเล็กน่ารัก มือข้างหนึ่งเอาเข้าปาก จ้องมองสิ่งที่คาเมะถือ ร่างบางมองสิ่งที่เด็กน้อยมอง แล้วไม่พูดอะไร จนยูอิจิต้องเข้ามาพูดขึ้นมา ไม่อย่านั้น คงได้จ้องกันอยู่นั่นแหละ

 “มีอะไรเหรอ?” ยูอิจิถามน้ำเสียงอบอุ่น เด็กน้อยหันไปทางยูอิจิ แล้วกลับมาทางคาเมะ ชี้ไปที่เครป

 “หนม...อา...หนม...น้อง...กิน...อา...หนม” เจ้าตัวเล็กพูดอยู่อย่างนั้น

 คาเมะก็ไม่ได้ตอบอะไร เขามองเด็กคนนั้นแล้วพิจารณา เด็กน้อยคนเดียวกันกับที่เขามองเห็น จากตอนที่ยืนรอเครป แต่พี่ของเขาอยู่ไหนแล้วล่ะ??

 “อยากเอาขนมนี้ให้น้องกินเหรอ?” คาเมะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จนยูอิจิไม่คาดคิดว่านี่จะเป็นสิ่งที่คาเมะถามออกมา แต่เด็กน้อยไม่ได้รู้เรื่องอะไร เขาพยักหน้าด้วยความใสซื่อ

 “เอ้า พี่ให้แล้วกันนะ” ร่างบางบอกพร้อมรอยยิ้มบางบนใบหน้า และยื่นเครปให้ เด็กน้อยตัวเล็กรับมาด้วยความดีใจเป็นที่สุด เขาก้มหัวยกใหญ่เป็นการขอบคุณ แล้ววิ่งจากไป

 ยูอิจิแม้อยากจะเอ่ยถาม แต่ว่า บางทีการเก็บความสงสัยไว้ถามในเวลาที่ควรถามอาจจะดีกว่า

 คาเมะเองก็มองไปเด็กน้อยที่วิ่งจากไป หวังจะได้เห็นภาพที่แบ่งเครปให้น้องกิน เขาวิ่งไปตรงที่พี่ยืนรออ
แต่สิ่งที่ได้กลับมา เป็นท่าทีที่พี่ตวาดใส่น้องอย่างรุนแรง พร้อมตีน้อง ทำให้เด็กน้อยปล่อยโฮออกมาจนแม้แต่คาเมะกับยูอิจิยังตกใจ และดูคาเมะจะตกใจมากกว่ายูอิจิเสียอีก

คนเป็นพี่เดินตรงมาทางคาเมะและยูอิจิ ทำให้พวกเขารู้ว่า พี่ของเด็กคนนั้นยังอุ้มน้องอีกคน น้องที่แม้แต่จะคลานเองก็ยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ พอมาถึงที่เขาก็ก้มหัวต่อหน้าคาเมะทันที

“ขอโทษนะครับที่น้องผมเอาเครปของคุณมา ผมไม่สามารถหามาคืนได้ กรุณาให้อภัยด้วยนะครับ” เด็กคนนั้นใช้คำพูดสุภาพกับคาเมะ แต่ดูเหมือนคาเมะจะไม่ได้ตอบรับอะไรมากมาย

“ไม่ได้อาววว...ฮืออ...ฮืออออ...พี่ชายให้...ฮือออ” เด็กน้อยร้องไห้โวยวายอยู่ข้างๆ แต่มือยังคงจับปลายเสื้อพี่ชายตัวเองอยู่

“เงียบไปเลยนะ!! ไม่ใช่เพราะนายรึไง ฉันถึงต้องมาทำแบบนี้” คนเป็นพี่หันไปว่าน้อง

“พี่ชาย...ให้เค้า...ให้น้องกิน....ฮือออ....ตัวไม่เข้าใจ....ฮือออ” เด็กน้อยยังคงร้องโวยวายทำเอาทั้งคาเมะและยูอิจิมองหน้ากัน ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!” พี่ชายเด็กน้อยพูดขึ้นเสียงดัง แล้วง้างมือขึ้นเตรียมจะตี แต่....
หมับ!!

คาเมะจับเข้าที่ข้อมือเล็กนั้น ทำให้คนถูกจับหันมามองเคืองๆ คนถูกมองก็ไม่ได้สะทกสะท้านอะไร แล้วเดินเข้าไปหาเด็กน้อยคนนั้น นั่งลงตรงหน้า

“อยากให้น้องกินขนมขนาดนั้นเลยเหรอ?” คาเมะเอ่ยถามอย่างอบอุ่น

เด็กน้อยชั่งใจอยู่ชั่วครู่ มองหน้าพี่ชาย แล้วก้มหน้างุด รู้ตัวดีว่าควรตอบอะไร แต่ก็ไม่อยากโกหกคาเมะด้วยเหมือนกัน เมื่อร่างบางเห็นท่าทีแบบนั้นก็เอ่ยขึ้น

“ไม่ต้องไปสนพี่เขาหรอก บอกความรู้สึกจริงๆ มาก็พอ” เขาบอกเด็กน้อยพร้อมรอยยิ้ม

แต่คนเป็นพี่ทำท่าจะว่าใส่คาเมะ คำพูดนั้นกลืนหายเข้าไปเมื่อยูอิจิลุกขึ้นมาห้าม ถ้าเขาไม่ห้ามเรื่องคงบานปลายไปยิ่งกว่านี้

“คับ” เด็กน้อยตอบในที่สุดหลังจากที่ชั่งใจอยู่นาน เพราะรอยยิ้มอบอุ่นของคาเมะทำให้เขาเบาใจ

“ทำไมล่ะ?” ร่างบางยังคงถามต่อ เขารู้ดีว่า เด็กคนนี้ทำไปต้องมีเหตุผลแน่ๆ

“ฮึก...น้อง...น้องไม่ยิ้ม....อยาก...อยากให้น้องยิ้ม...ฮืออ...น้องกินหนม...จะได้ยิ้ม...เหมือนเค้า...ฮือออ” เด็กน้อยปล่อยโฮออกมาทำให้คาเมะพอเข้าใจ

คนเป็นพี่ก็กอดน้องให้อ้อมแขนแน่นขึ้น หลบสายตามองไปทางอื่น ไม่คิดจะเอ่ยเถียงอะไรกลับ แต่เขาก็จะปล่อยให้อยู่แบบนี้นานๆ ไม่ได้เหมือนกัน

“เอาล่ะ กลับกันได้แล้วยูริ” พี่ชายของยูริพูดแล้วเข้ามาจูงมือให้ออกห่างจากคาเมะ

เขาหันมาทางคาเมะแล้วก้มหัวให้ ยูอิจิที่ยืนมองเหตุการณ์ก็ถอนหายใจโล่งอก แต่ผิดกับเพื่อนรักของเขาที่ยังมองสามพี่น้องนี้ไม่วางตา หลังจากที่พวกเขาเดินจากไป

คนพี่ที่เดินจูงมือน้อง คนน้องที่อยากเอาขนมให้น้องกิน เพราะน้องไม่ยิ้ม คิดดูซิว่ามันไม่แปลกรึไง?? ทำไมคนพี่ต้องกอดน้องตัวเองแน่นถึงขนาดนั้น?? หรือว่า...

“เฮ้อ...ไปกันเถอะคาเม...เฮ้ย!!!!” ยูอิจิร้องขึ้นเมื่อเห็นร่างเพื่อนรักวิ่งตรงไปสามพี่น้องนั้น

คาเมะวิ่งไปจับไหล่คนพี่ให้หันมาทางเขา แล้วแตะหน้าผากเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมแขน คนเป็นพี่ตกใจจนเถียงแทบไม่ออก ส่วนยูริก็ยืนมองด้วยความงุนงง

“จะ...จะทำอะไรน่ะ!!” คนพี่ร้องถามเสียงดัง แล้วถอยห่างคาเมะออกมา

แต่คาเมะไม่สนท่าทีนั้น ร่างบางเดินเข้าไปใกล้ แล้วถามเสียงดัง “ทำไมไม่พาไปหาหมอ!! นี่มันไข้สูงมากไม่ใช่รึไง!!”

คำพูดที่ทำให้คนเป็นพี่นิ่งเงียบ แล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ “...ก็เรา...ไม่มี...”

“อะไรนะ??” ร่างบางถาม เมื่อได้ยินไม่ชัด ทำให้คนถูกถามเหลือทนกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว แล้วเงยหน้าขึ้นมาตะโกนใสคาเมะ

“พวกเราไม่มีเงิน!! ได้ยินรึยัง!! ไม่มีเงินจ่ายค่ารักษางี่เง่าอะไรนั่น!! น้องฉันจะตายอยู่แล้ว!! ยังจะเรียกค่ารักษาอีก!! จะให้ฉันทำยังไง!! นอกจากคอยรักษาเขาแบบนี้!!!”

“เฮ้ยๆ นี่มันอะไรกันน่ะคาเมะ?” ยูอิจิที่พึ่งมาถึงร้องถามด้วยความตกใจ

แต่คาเมะไม่สนอะไรทั้งนั้น เด็กคนนี้ต้องได้รับการรักษา ถ้าไม่รีบอาจจะไม่มีชีวิตรอดถึงวันมะรืนด้วยซ้ำ หรือไม่ก็ พวกเขาพี่น้องนี้อาจจะพบกับความทรงจำอันเลวร้ายในคืนวันคริสต์มาสก็ได้

คิดได้เท่านั้น คาเมะก็รีบแย่งเด็กน้อยมาจากอ้อมแขนของคนพี่แล้ววิ่งไปทันที

สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ทั้งคนพี่ ทั้งยูอิจิอึ้งไปตามๆ กัน แต่ความเป็นห่วงน้อง ทำให้ไม่คิดอะไรนอกจากต้องวิ่งตามคาเมะให้ทัน คนพี่รีบอุ้มยูริแล้ววิ่งตามคาเมะทันที โดยมียูอิจิที่พึ่งคิดได้วิ่งตามไปอีกที


ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปยุ่งกับพวกเขาทำไม จะปล่อยพวกเขาไปก็ได้ แต่ไม่อยากทำ เพียงแค่คิดว่าพวกเขาต้องเจออะไรบ้างในวันนั้น อะไรบ้างที่เป็นสิ่งเลวร้ายที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ในวันแห่งการอธิษฐานแบบนั้น

เพราะคาเมะเคยสูญเสีย...ใช่...คาเมะเคยสูญเสีย....แทบทุกสิ่ง


“พี่สัญญาว่าจะกลับมาให้ทันวันคริสต์มาส” คำพูดที่พี่ชายของเขาพูดเอาไว้ก่อนที่จะขึ้นเครื่องไปอเมริกา คาเมะได้แต่เฝ้ารอ และอธิษฐานให้พี่กลับมาอย่างปลอดภัย

“พี่จะซื้อของขวัญจากอเมริกามาให้แล้วกันนะ”

“ผมจะซื้อของขวัญที่ญี่ปุ่นเตรียมไว้ให้แล้วกันนะฮะ”

คำพูดที่เป็นสัญญากันอย่างดิบดี ระหว่างพี่น้อง คำสัญญาที่ทำให้คาเมะมีชีวิตต่ออย่างมีความสุข การรอคอยพี่ชาย การอธิษฐานทุกวันให้พี่ชายปลอดภัย

ทุกวันของคาเมะคือการรอคอยอย่างมีความสุข...จนกระทั่ง....เหตุเกิดขึ้นในวันที่คำอธิษฐานของคาเมะควรจะสมหวัง วันที่ควรจะได้ให้ของขวัญกัน วันที่ควรจะได้กินเค้กด้วยกัน...ในเช้าวันนั้น...

“+++ ข่าวเช้าวันนี้ เป็นข่าวเครื่องบินตก เที่ยวอเมริกามาญี่ปุ่น เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทำให้เครื่องบินตก และมีผู้บาดเจ็บ กับผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ต่อไปนี้เป็นรายนามของชาวญี่ปุ่นที่เสียชีวิต โดยทางรัฐบาลได้ออกมาแถลงว่า.... +++”

เนื้อข่าวเป็นยังไงคาเมะก็ไมได้ฟังต่อ รู้อย่างเดียวว่า ชื่อของพี่ชายเขา ขึ้นเป็นชื่อแรกของรายชื่อทั้งหมด เท่านั้นสิ่งที่วาดฝันก็หายไป คำอธิษฐานสั้นๆ ก็ไม่มีวันเป็นจริงอีกเลยชั่วชีวิต

วันงานศพของพี่ชาย คาเมะไม่ได้ร้องไห้ ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ ท่าทางเหมือนคนเหม่อลอย หลังจากนั้น คาเมะก็ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ปล่อยให้ทุกอย่างผ่านไปอย่างที่มันอยากจะเป็น

คาเมะไม่สามารถบอกได้ว่าเมื่อไหร่ที่เขายิ้มไม่ได้ เมื่อไหร่ที่เขาลืมวิธีหัวเราะ เมื่อไหร่กันที่เขาปิดกั้นตัวเองจากทุกสิ่งที่เขามา ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้?? เขาลืมคำสอนของพี่เขาเมื่อไหร่กัน?? เขาลืมทำตัวให้พี่หายเป็นห่วงเขาได้ยังไง??

...ชีวิตของนาย...มันเป็นของนาย...มีแค่ชีวิตเดียว...จงใช้มันให้คุ้มค่า...เข้าใจมั้ยคาเมะ?...

คำสอนนั้นเขาลืมไปได้ยังไง?? คำพูดนั้นเขาลืมบอกพี่ชายของเขาไปได้ยังไง??

...ไม่เป็นไรนะฮะพี่...ผมอยู่คนเดียวได้...ผมยิ้มได้...หัวเราะได้...ผมเจอเพื่อนที่ดีแล้วฮะ...และผมจะทำตามที่พี่สอนฮะ...หลับให้สบายนะฮะ...พี่ชาย...

พอเห็นสามพี่น้องพวกนี้ถึงคิดได้ พอเห็นคนที่กำลังคล้ายตัวเองถึงรู้สึกตัว ว่าตัวเองไม่ใช่คนเดียวที่พบเจอ ตัวเองไม่ใช่คนเดียวที่ต้องจมอยู่กับอดีตอันโหดร้าย ทำไมถึงไม่คิดถึงจุดนี้บ้างนะ?? คาเมะ??



คลีนิกที่คาเมะและพี่ชายของเขารู้จักเป็นอย่างดี

ผ่าง!!!!!

เสียงประตูเปิดขึ้น พร้อมกับเสียงตะโกนของใครบางคน ที่เจ้าของคลีนิกคุ้นหูเป็นอย่างดี

“ทักกี้อยู่ที่ไหน?? ฉันรู้นะว่าแกมุดหัวอยู่ที่นี่ โผล่หัวออกมาซะ!!!” คาเมะร้องตะโกนโดยไม่อายผู้ช่วยที่จัดของอยู่ด้านนอก และคนที่ทำงานอยู่ตรงเคาน์เตอร์

คนถูกเรียกเดินออกมาจากห้องตรวจด้วยท่าทีขี้เล่นและใจเย็น ท่าทีที่ตรงกันข้ามกับคาเมะอย่างสิ้นเชิง

“แหมๆ ไม่ต้องตะโกนขนาดนั้นก็ได้ คลีนิกฉันก็เล็กนิดเดียว ตะโกนดังมากไป ปูนร้าวนายจะทำยังไง หึคาเมะ??” คำถามขี้เล่น แต่คาเมะไม่เคยคิดจะเล่นด้วยซักครั้ง แม้ตอนนี้ก็เช่นกัน

“หยุดเวลาเล่นของนายไปซะ แล้วรีบรักษาเด็กคนนี้เร็วเข้า!!” คาเมะว่า พลางยื่นเด็กที่อุ้มอยู่ให้ทักกี้ดู อีกฝ่ายยิ้มแล้วลูบคางก่อนจะเอ่ยบอก

“ลูกนายเหรอ? หน้าไม่ค่อยเหมือนนายเท่าไหร่นะ หยิบมาผิดเตียงรึเปล่า?”

คำพูดที่คาเมะส่งสายตาดุไปให้ สายตาที่บ่งบอกว่า ถ้ายังไม่เลิกเล่น เขาจะเผาคลีนิกทิ้ง และจะฆ่าคุณหมอทิ้งตามคลีนิกไปด้วย (ความหมายถ้ายังเอาชีวิตรอดจากกองเพลิงได้น่ะนะ)

“โอเคๆ มาทางนี้” ทักกี้หยุดความเล่น แล้วเดินนำเข้าไปในห้องตรวจ แต่ไม่ทันที่จะเดินเข้า พี่ชายของเด็กน้อยคนนั้นก็วิ่งมาถึงพอดี

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!! นายจะทำอะไรน้องฉัน!!” เขาร้องขึ้นทันทีที่เปิดประตูเข้ามา

คาเมะเหลือบไปมอง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เขาเดินเข้าห้องตรวจอย่างรวดเร็ว แถมปิดประตูใส่กลอน ทำให้พี่ของเด็กน้อยเข้าไปไม่ได้

“เฮ้ย!! เปิดประตูนะโว้ยย!! นั่นน้องชายฉันนะโว้ย!!! เปิดประตูดิวะไอ้บ้านี่!! เปิดประตูโว้ย!! จะทำอะไรน้องชายฉันน่ะ!! เฮ้ย!! อย่าทำอะไรน้องฉัน!!”

เด็กน้อยโวยวาย จนยูอิจิรำคาญไปดึงออกมาจากประตูห้อง

“โวยวายไปก็เท่านั้น ฉันว่านายรอดูสถานการณ์ต่อไปดีกว่า ฉันว่าคาเมะคงไม่ทำร้ายน้องนายหรอก นี่มันคลีนิกนะโว้ย ไม่ใช่โรงฆ่าเด็ก”

คำพูดของยูอิจิที่ทำให้คนพี่ต้องยอมเงียบอย่างช่วยไม่ได้ ก็คาเมะเล่นล๊อกห้อง แล้วใครจะเข้าไปได้เล่า!



 ภายในห้องตรวจ

 “นายมีรสนิยมแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?” ทักกี้แซวขึ้นขณะตรวจร่างกายเด็กน้อย

 “มีหน้าที่ตรวจก็ตั้งใจตรวจไป ไม่ต้องถามอย่างอื่น” คาเมะบอกด้วยน้ำเสียงรำคาญ แต่ท่าทีแบบนี้แหละที่เขาเรียกว่า การแสดงต่อคนที่สนิทสนมอย่างคาเมะ

 เวลาผ่านไปซักพัก ด้วยสายตาดุของร่างบาง ที่ทำให้ทักกี้ยอมนั่งตรวจดีๆ และในที่สุด...

 “เสร็จแล้วล่ะ” เสียงเรียบบอกขึ้นพร้อมส่งเด็กให้คาเมะ แล้วหยิบปากกาขึ้นมาเขียนรายชื่อยาให้

 “เป็นไงบ้าง??” คาเมะถามอย่างเป็นห่วง

 “มีไข้สูง ต้องให้ร่างกายอบอุ่นมากๆ กินยาตามที่ฉันสั่ง ถ้าให้ดี กินอาหารเสริมสำหรับเด็กอ่อนด้วยก็ดี” ทักกี้บอกจนดูสมเป็นหมอขึ้นมาหน่อย คาเมะพยักหน้าหงึกๆ รับคำ แล้วยื่นมือไปรับใบสั่งยา

 “ขอบใจนายมากนะ” คาเมะบอกพร้อมก้มหัวใจ

 “ไม่นึกนะว่าจะมีคนทำให้นายเป็นห่วงใครขึ้นมาได้แบบนี้อีก” ทักกี้พูดขึ้นยิ้มๆ เขารู้ดีว่า คาเมะไม่เคยยิ้ม ไม่เคยรู้สึกกับอะไรอีกเลย หลังจากสูญเสียพี่ชายไป คาเมะเองก็ไม่ตอบอะไร แล้วออกจากห้องตรวจไป

 ทักกี้ยิ้มกับท่าทีแบบนั้น คงยอมเปิดใจขึ้นมาบ้างแล้วซินะ คาเมะจัง...


 “อ๊ะ” เสียงคนพี่ร้องขึ้นเมื่อเห็นคาเมะเดินออกมาจากห้องตรวจ เขารีบวิ่งตรงเข้าไปหาร่างบางทันที แต่สิ่งที่ได้กลับมา คือคาเมะเดินผ่านเขา ตรงไปทางเคาน์เตอร์รับยา

 ท่าทีแบบนั้นทำให้คนพี่รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา เขาเดินตรงเข้าไปทางคาเมะทันที

 “นี่คุณคิดจะทำอะไร?? แล้วยานั่นมันอะไรกัน?? บอกแล้วไงว่าไม่มีเงินจ่ายน่ะ!!!” เขาพูดขึ้นอย่างหัวเสีย ทำท่าจะเอาห้องคืน แต่คาเมะกลับเอียงหลบ ยิ่งทำให้คนพี่ไม่พอใจเข้าไปอีก

 ร่างบางไม่ได้ตอบอะไร เขาหยิบถุงยายื่นให้คนพี่

 “กินยาตามที่หมอสั่ง ถ้าให้ดีก็เก็บเงินซื้ออาหารเสริมสำหรับเด็กอ่อนให้น้องนายด้วยแล้วกัน” คาเมะบอกเรียบๆ แต่อีกฝ่ายไม่ได้ยื่นมือมารับยาแต่อย่างใด เขากลับรีบเอาน้องกลับคืนมาทันที แล้วทำท่าจะเดินออกจากคลีนิก โดยมียูริเดินตามไปด้วย
 
“นั่นนายจะไปไหน?” คาเมะร้องถามขึ้น

 “เสียใจด้วยนะ ฉันไม่มีเงินจ่าย และไม่คิดจะรับของฟรีจากใครด้วย” คนพี่พูดขึ้นโดยไม่หันมามองคาเมะซักนิด แต่ร่างบางก็เดินไปยืนด้านหลังสามพี่น้อง ยื่นถุงยาให้

 “รับไปเถอะน่า แค่ถุงยา มันจะอะไรนักหนา” คาเมะบอกด้วยท่าทีปกติ

 “ก็บอกแล้วไงว่าไม่รับของฟรี!!” คนพี่หันมาบอกร่างบางเสียงดัง ไม่ทันที่ใครจะได้ตอบ เจ้าของคลีนิกก็ออกมาจัดการกับเหตุการณ์ตรงหน้า ที่ดูมันจะย่ำแย่ลงทุกที

 “ก็ไม่มีใครบอกนายนี่ว่าจะให้ฟรี” เสียงนุ่มพูดขึ้น ทำให้ทุกคนหันไปมอง

 “ทักกี้...นาย...” คาเมะทำท่ากำลังจะพูด แต่ถูกทักกี้ห้าม เพียงเท่านั้นคาเมะก็เข้าใจความหมายทันที

 ยกเว้นก็แต่ยูอิจิกับคนพี่เท่านั้น คนพี่ก้มหน้า เข้าใจดีว่าที่ไหนก็ต้องเป็นแบบนี้ ที่ไหนก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น ดังนั้นเขาจะอยู่ที่นี่ให้อายไปทำไม?

 “ขอโทษนะครับที่มาสร้างความเดือดร้อน พวกผม...”

 “แต่ยานี่จัดแล้วนะ นายจำเป็นต้องรับแล้วล่ะ” ทักกี้พูดขึ้นทำให้คนพี่เงยหน้าขึ้นมามองด้วยความไม่เข้าใจ อีกฝ่ายก็ยังคงทำหน้าขี้เล่นได้อยู่

 “อืมมม แต่ค่ารักษามันแพงนะ นายจะใช้ฉันไหวเหรอ???” ทักกี้ถามขึ้นอีก คนพี่ส่ายหน้า

 “งั้น ฉันมีข้อเสนอ สนใจมาช่วยฉันทำงานมั้ยล่ะ?? ฉันเองก็งานเยอะไม่มีเวลาว่างมากด้วยซิ อยากจ้างคนมาทำงานด้วยพอดี สนใจมั้ยล่ะ?” เขาพูดขึ้นอีก

 “อะไรนะครับ??”

 “ฉันจะจ้างนาย ให้ทำงานกับฉัน พอใช้หนี้หมดเมื่อไหร่ จะทำงานเก็บเงินต่อ หรือจะออกไปก็ได้ ไม่ว่ากัน อ้อ!! ฉันยินดีจ้างทั้งหมด สามพี่น้องเลยนะ” ทักกี้พูดพร้อมรอยยิ้ม แต่คนฟังถึงกับงง

 “เอ่อ...คือ...”

 “อ๋า!! นายตอบช้าไป สามวินาที เอาเป็นว่าตกลงแล้วกันนะ” คำพูดที่แสดงถึงความรวบรัด มัดมือชกเต็มที่ จนอีกฝ่ายไม่รู้จะปฏิเสธออกมายังไง

 คาเมะมองทักกี้แล้วถอนหายใจ ก่อนจะเดินไปทางคนพี่แล้วเอาถุงยายัดใส่มือ

 “ที่พักของนายก็ที่นี่แหละ ไม่ต้องไปไหนหรอก” ร่างบางบอกพร้อมรอยยิ้มอันอบอุ่น ความอ่อนโยนที่ทำเอาคนพี่ถึงกับตัวสั่นเพราะกลั้นน้ำตาเอาไว้

 เขาก้มหัวลงแล้วเอ่ยขึ้นออกมาจากใจจริง “...ขอบ...ขอบ...ขอบคุณมากครับ...”

 ทุกคนหันมามองหน้ากันแล้วยิ้ม ทักกี้เองก็ทำหน้าเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งที่ตัวเองเป็นคนมาแก้ไขสถานการณ์แท้ๆ ยูอิจิที่ยืนอยู่เงียบตั้งนาน ยังแอบยิ้มกับเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย มันอบอุ่นกว่าครั้งไหนที่เคยเจอมาเลยทีเดียว

 “เอาล่ะ ทางนี้เคลียร์แล้ว เชิญนายตามสบายนะคาเมะ” ทักกี้บอกยิ้มๆ

 คาเมะพยักหน้าแล้วเดินออกจากคลีนิกไป ทำให้ยูอิจิต้องรีบก้มหัวเคารพแล้วตามออกจากคลีนิกไปอีกคน เขาเห็นร่างบางยืนมองท้องฟ้าที่มืดมิด ใบหน้าแสดงถึงความเศร้าจากใจ แต่ยูอิจิเลือกที่จะยืนอยู่เคียงข้างเงียบๆ แทนจะเอ่ยคำใด

 “พี่ครับ” ร่างบางเอ่ยออกมา ราวกับพูดกับใครซักคนบนฟ้านั้น

 “ขอโทษที่ผมปล่อยตัวเองมานาน ขอโทษที่ทำให้พี่เป็นห่วง แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วครับ ผมมีเพื่อนที่ดี มีช่วงเวลาที่ดี มีสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่ดีแล้วครับ อย่าเป็นห่วงผมเลยนะครับ”

 ยูอิจิยืนมองคาเมะที่พูดอยู่คนเดียว นี่รึเปล่าที่ทำให้คาเมะปิดเงียบหัวใจตัวเองมานาน พลันอากาศหนาวเย็นก็เข้าปกคลุมมากกว่าเดิม จนยูอิจิต้องขยับเสื้อโค๊ดให้กระชับมากขึ้น

 “ท้องฟ้า ดวงดาว เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถ้าผมอยากจะอธิษฐานอีกซักครั้ง ขอให้พี่ได้ยินคำเหล่านั้นจะได้มั้ย? ให้ผมได้เชื่อมั่นในคืนวันแห่งการอธิษฐานอีกครั้งได้มั้ยครับ?”

 สิ้นเสียง ทุกอย่างเข้าสู่ความเงียบ คาเมะก้มหน้าลงมองพื้นดินด้านล่าง แล้วพึมพำกับตัวเอง “นั่นซินะ มันจะเป็นไปได้ยังไง คำพูดเราจะสื่อสารกับพี่ชายได้ยังไง”

 แล้วเขาก็รู้สึกถึงความเย็นที่สัมผัสกับเส้นผมนุ่ม ร่างบางเงยหน้าขึ้นมา เห็นเกร็ดหิมะที่ค่อยๆ ร่วงโรยลงมาอย่างน่าอัศจรรย์ คาเมะมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความตกใจ หิมะที่เย็นเชียบนี้ กลับแฝงความอบอุ่นด้วยอย่างแปลกประหลาด

 “พี่ชายของนาย คงได้ยินแล้วล่ะคาเมะ” ยูอิจิที่ยืนเงียบมานาน เดินเข้ามาแตะไหล่

 คาเมะยิ้มแล้วพยักหน้า เขาหันมาทางยูอิจิรอยยิ้มนี้ที่ต้องการ ความอบอุ่นนี้ที่อยากมอบให้ แล้วคำพูดนี้ที่ยูอิจิอยากได้ยินจากปากร่างบางเหลือเกิน

 “นายเคยบอกใช่มั้ยยูอิจิ ว่าการให้สิ่งที่คนเขาอยากได้ ด้วยความจริงใจ โดยไม่หวังผลตอบแทนน่ะ เขาเรียกว่าการให้ของขวัญน่ะ” คาเมะถามขึ้น

 “อืม”

 “นั่นซินะ บางที...ฉันอาจจะมีบางอย่างที่อยากให้ใครซักคนแล้วล่ะ” ร่างบางบอกพร้อมรอยยิ้มที่ห่างหายไปนาน ทำให้ยูอิจิรู้สึกดีใจขึ้นมาทันที คุ้มกับที่เสี่ยงบังคับให้คาเมะออกมาด้วย

 “อืม งั้นเราไปซื้อของขวัญกันดีกว่า” ยูอิจิบอกผายมือให้คาเมะเดินนำ ร่างบางไม่ว่าอะไร นอกจากเดินไปก่อน แล้วให้เพื่อนรักเดินตามทีหลัง แต่...

 ยูอิจิหยุดยืนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบอะไรบางอย่างออกมา พวงกุญแจรูปเทวดาแบบเดียวกับจี้สร้อยคอที่คาเมะติดใจ แต่อันนี้มีท่อนไม้ YULE ติดมาด้วยเท่านั้น ทั้งสองอันที่ทำจากคริสตัล ความหมายลึกซึ้งที่แฝงในพวงกุญแจนี้

 เทวดาผู้ที่คอยทำให้คำอธิษฐานนั้นเป็นจริง และท่อนไม้ที่คอยให้ผู้อธิษฐาน ได้เชื่อมั่นในคำอธิษฐานของตัวเอง บางทีคาเมะอาจต้องการความเชื่อมั่นนั้นจากก้นบึ้งของหัวใจตัวเอง โดยที่เจ้าตัวได้เก็บมันไว้อย่างลึกซึ้งจนโดนความเฉยชา และความเย็นเชียบเข้ามาแทนที่

 “อะไรน่ะยูอิจิ?” คาเมะถามขึ้นเมื่อเห็นยูอิจิยืนดูอะไรอยู่
 “ไม่มีอะไรหรอก” เพื่อนรักรีบเก็บเข้าที่เดิมทันที ถ้าคาเมะเห็น ตอนที่เอาไปให้เป็นของขวัญก็ไม่เซอร์ไพร์กันพอดีน่ะซิ แต่ว่าการทดลองใช้กับวันนี้ ก็แสดงว่าความหมายของพวงกุญแจนี้ได้ผลล่ะนะ

 “เร็วๆ ซิ ไม่งั้นฉันกลับบ้าน” เสียงคาเมะดังมาแต่ไกล เมื่อร่างบางเดินไปได้พอสมควรแล้ว ทำให้ยูอิจิต้องรีบเดินตามอย่างช่วยไม่ได้


 โครมมมม!!!!!!

 เสียงชนเข้าอย่างแรงระหว่างยูอิจิกับใครบางคน คนหน้าหวานลงไปกองบนพื้น ทำเอายูอิจิรู้สึกผิดขึ้นมากระทันหัน เขาดึงร่างนั้นขึ้นมา แล้วก้มหัวขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่

 “ขอโทษนะครับ ไม่ได้ตั้งใจครับ ขอโทษจริงๆ นะครับ”

 “อืม ไม่เป็นไรหรอก” อีกฝ่ายตอบเรียบๆ ตามนิสัยตัวเอง แต่ยูอิจิยังคงไม่หายสำนึกตัวเอง

 “ขอโทษมากๆ เลยนะครับ คือผมรีบไปหน่อยนะครับ ไม่บาดเจ็บตรงไหนนะครับ?? ไม่ได้แผลใช่มั้ยครับ?? ขอโทษจริงๆ นะครับ” เขายังคงขอโทษอยู่อย่างนั้น จนอีกฝ่ายอดแปลกใจไม่ได้

 คาเมะที่เห็นเหตุการณ์แต่ต้น มองแล้วส่ายหน้าไปมา ทำผิดทีไร เป็นแบบนี้ทุกที

 “ยูอิจิ!!!” ร่างบางจำเป็นต้องตัดสินใจเรียกชื่อเพื่อนตัวเอง ไม่งั้นคงมัวแต่ขอโทษอยู่นั่นแหละ และเป็นผลตามที่หวังเสียด้วย เพื่อนรักรีบผละออกจากคนหน้าหวานแล้วไปหาคาเมะทันที

 คนหน้าหวานมองด้วยความงุนงง แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

 “มีอะไรเหรอ? มะพี??”

 “เปล่าหรอก แค่เจอคนแปลกๆ น่ะจิน” ยามะพีหันไปบอกเพื่อนรัก แต่ยังติดใจยูอิจิไม่หาย จินเองก็แปลกใจ ใครกันที่ทำให้คนอย่างยามะพีถึงกับเอ่ยปากว่าเป็นคนแปลกได้ ชักอยากเห็นแล้วซิ

 “คนไหนเหรอ?” เขาถามขึ้นด้วยความอยากรู้

 “เขาไปทางนั้นน่ะ” ยามะพีชี้ไปทางที่ยูอิจิวิ่งไป แต่ตอนนี้กลืนเข้าไปกับฝูงชนแล้วล่ะ จินจึงหยักไหล่ไม่ใส่ใจ แล้วหันไปบอกเพื่อนรักของตัวเอง

 “เอาเถอะ ยังไงก็ไปทางเดียวกัน เดี๋ยวก็คงเจอกัน ไปซื้อของขวัญกันดีกว่า” จินบอก

 ยามะพีพยักหน้า แล้วเดินตามจินไป แถมยังเดินเข้าไปร้านเดียวกันกับที่คาเมะและยูอิจิเข้าไปอีกต่างหาก พวกเขาทั้งหมดคงไม่รู้หรอกว่า การพบเจอกันครั้งนี้ เป็นการเริ่มต้นของความวุ่นวายทางหัวใจ

 
คืนวันแห่งการอธิษฐาน วงล้อโชคชะตาแห่งความรักกำลังเริ่มหมุนอย่างช้าๆ ตามจังหวะเพลงอวยพร



*****คืนวันแห่งการอธิษฐาน****THE END***WISH YOU HAPPY ALL CHRISMAS ALL YEAR*****

 


 

 

edit @ 15 Jan 2009 11:43:01 by มิโกะน้อย(นอกรีต)

edit @ 13 Feb 2009 13:54:47 by มิโกะน้อย(นอกรีต)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านซะ ...เมื่อยตาเลยนะ DeviL น้อย

..........................

กลับบ้านปีใหม่ดีๆนะ

--------------------------

PS : คงคิดถึงแย่เลย Miz ๆ

#1 By Little Ouji on 2008-12-27 00:40